สรุปเนื้อหาของ เงินสี่ด้าน (พ่อรวยสอนลูก 2) ทางเลือกทางการทำงานอย่างที่ท่านเป็น
คำคม “ เรากำลังสร้างท่อหรือลากถัง” “เรากำลังทำงานอย่างหนักหรืออย่างฉลาด”
ตอนที่ 1 ทำไมไม่ทำงาน ในปี 1985 ผู้เขียนและภรรยาจน จนไม่มีบ้านที่จะใช้อยู่อาศัย แต่ตอนนี้เขาสามารถที่จะมีรายได้โดยที่เขาไม ่ต้องทำงาน เขาทำได้อย่างไร
“เงินสี่ด้าน” หมายถึงรายได้ที่มาจากงานสี่ประเภท
E(Employee) =ลูกจ้าง
S(Self - employed) =คนทำธุรกิจส่วนตัว
B(Business Owner) =เจ้าของกิจการ
I(Investor) =นักลงทุน
เราทุกคนเลือกยืนอยู่บนด้านใดด้านหนึ่งของ “เงินสี่ด้าน”ขึ้นอยู่กับว่ารายได้ของคุณมาจากอะไร เรื่อง เกี่ยวกับกลุ่มคนสี่ประเภทที่อยู่ในโลกของธุรกิจ และมีอุปนิสัยที่แตกต่างกัน การทำรายได้ของคนทั้งสี่ประเภท
E(Employee)มีรายได้จากเงินเดือน
S(Self- employed)มีรายได้จากธุรกิจของตนเอง
B(Business Owner)มีรายได้จากกิจการที่คุณเป็นเจ้าของ
I(Investor)มีรายได้จากการลงทุนต่างๆ
แต่ละคนที่ทำงานสามารถที่จะอยู่ได้ในทุกด้านไม่ใช่ด้านใดด้านหนึ่งและคุณสามารถที่จะหาเงินได้จากเงิน ทั้งสี่ด้าน การสร้างรายได้โดยวิธีใดก็ตามจากเงินสี่ด้านน ี้ตัวกำหนดของมันคือ ความคิดและความสนใจ ความแตกต่าง ของเงินสี่ด้านอาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า การกระทำไม่สำคัญเท่าความคิด ไม่มีด้านใดที่ดีกว่ากัน เพราะแต่ละด้านมีจุดอ่อนจุดแข็งที่แตกต่างกัน
สิ่งที่คิดว่ามีความสำคัญสำหรับพ่อทั้งสอง
พ่อจน พ่อรวย
|
ไม่สนเรื่องเงินๆ ทองๆ |
มีเวลากับครอบครัว |
|
ไม่มีวันรวย |
มีเงินสำหรับอุทิศเพื่อการกุศล |
|
ไม่มีปัญญาซื้อ |
สร้างงานและความมั่นคงให้ชุมชน |
|
การลงทุนเป็นความเสี่ยง |
มีเวลาและเงินเพื่อดูแลสุขภาพ |
|
เงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต |
มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก |
ตอนที่ 2 “เงินสี่ด้าน คนสี่ประเภท” มีความแตกต่างกันอย่างไร
ลูกจ้าง E(Employee)-งานมั่นคง เงินเดือนดี พร้อมผลตอบแทน
คนทำธุรกิจส่วนตัว S(Self - employed) -หาคนดีเหมาะกับงานยากจริงๆ และคนกลุ่มนี้ไม่ชอบจ้างผู้ร่วมงานหรือ สอนงานให้คนอื่น เพราะว่ากลัวจะกลายเป็นคู่แข่งในวันข้างหน้า
เจ้าของกิจการ B(Business Owner) -ผมกำลังมองหาคนมาร่วมงาน หาคนเก่งที่มีความสามารถมาร่วมงานและชอบ แจกจ่ายงานให้ทีมงาน
นักลงทุน I(Investor) -คนกลุ่มนี้ไม่ทำงานเพื่อเงินแต่ใช้เงินทำงานแทน
ความแตกต่างของเงินสี่ด้าน มีงานทำเป็นเจ้าของงานเป็นเจ้าของระบบและคนงานใช้เงินทำงานแทน
ความลับของคนรวย 2 ประการ
-
OPT – Other People Time (เวลาของคนอื่น)
-
OPM - Other People Money (เงินของคนอื่น)
ความกลัวการสูญเสียแบ่งนักลงทุนออกเป็นสี่ประเภท
-
ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับความเสี่ยงใดๆ เลยนิยมฝากเงินกับธนาคาร
-
เอาเงินให้คนอื่นไปลงทุน
-
นักพนัน ใช้โชค
-
นักลงทุน ใช้ความรู้ความชำนาญ
สาเหตุเพราะว่าคนที่อพยพจากทางด้านซ้ายต้องการความมั่นคง และทางตลาดหุ้นก็พยายามตอบสนอง เราจึง ได้ยินประโยคเหล่าน ี้
-
กระจายความเสี่ยง เพราะกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงไม่มีวันแพ้แต่ไม่มีโอกาสชนะ นักลงทุนที่ดีจะ ไม่ใช้วิธีน ี้แต่จะใช้วิธีโฟกัส
-
หุ้นบริษัทชั้นนํา เป็นหุ้นธนาคารและบริษัทชั้นนำที่มีความมั่นคง เป็นหุ้นที่ปลอดภัย
-
กองทุนรวม ใช้ให้คนอื่นที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องการบริหารลงทุนเรื่องหุ้น บริหารแทน
ตอนที่ 3 ทำไมคนจึงเลือก ความมั่นคง แทนที่จะเลือก อิสรภาพ ความมั่นคงอิสรภาพ สิ่งเหล่านี้ต่างกันอย่างไร
ความมั่นคงของงาน คนในกลุ่มนี้มีการศึกษาด ีมีประสบการณ์ทำงานมาก และมักปฏิบัติงานได้อย่างดีเยี่ยม คนเหล่านี้จะรู้สึกการขาดความมั่นคงทางการเงิน เพราะถูกสอนให้ทำงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ความมั่นคงทางการเงิน เงินเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดความมั่นคง เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจ ความมั่งมีจะถูกเปลี่ยนมือ
อิสรภาพทางการเงิน สามารถใช้เงินทำงานแทนตนเอง จึงมีอิสระที่จะเลือกทำหรือไม่ทำงานก็ได้ความร ู้ทางด้านการลงทุนยังนำอิสรภาพทางกายมาให้อีกด้วย
ข้อสรุปของการเป็นเจ้าของกิจการ
1.ประสบการณ์และความร ู้ถ้าคุณเริ่มจาก “เจ้าของกิจการ” คุณมีโอกาสพัฒนาไปเป็น “นักลงทุน”ที่มีฝีมือได้
2.กระแสเงินสด ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ คุณควรจะมีเงินและเวลามาสนับสนุนการลงทุนที่ขึ้นๆ ลงๆ
ตอนที่ 4 ระบบธุรกิจ 3 ประเภท การที่จะเลือกมาอยู่ทางด้านขวา เป้าหมายของคุณคือการมีระบบและคนทำงานให้คุณ คุณจะสร้างระบบขึ้นมาหรือซื้อ ระบบคนอื่นมาใช้ก็ได้ปัจจุบันมี 3 ระบบให้คุณเลือกใช้ดังน ี้
1.บริษัทซึ่งคุณสร้างระบบขึ้นมาด้วยตัวคุณเอง
2.แฟรนไชส ์ซึ่งคุณซื้อระบบจากคนอื่น
3.การตลาดแบบเครือข่าย
แต่ละระบบมีข้อดีข้อด้อยต่างกัน ที่เหมือนกันก็คือถ้าคุณทำสำเร็จไม่ว่าจะเลือกระบบใด คุณจะมีรายได้ที่แน่นอน โดยไม่ต้องไปตรอกบัตรทำงานอีกเลย
การก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการได้อย่างรวดเร็วมี 3 วิธี คือ.
1.หาต้นแบบต้นแบบคือคนทำงานที่มีประสบการณ์เคยทำและประสบความสำเร็จมาแล้ว พ่อรวยสอนเรื่อง ระบบและการเป็นผู้นำไม่ใช่เป็นผู้จัดการ เพราะผู้จัดการมักมองลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาในแง่ที่ด้อยกว่า แต่ผู้นำต้องรู้จักใช้คนที่เก่งกว่าฉลาดกว่า
2.แฟรนไชส์ วิธีเรียนระบบธุรกิจอีกวิธีหนึ่งคือการซื้อแฟรนไชส์ ซึ่งคุณจะได้ระบบที่ผ่านการรับรองแล้วว่ามีคุณภาพแน่นอนและมีแฟรนไชส์ดีๆ ให้คุณเลือกมากมาย
3.การตลาดแบบเครือข่าย หรือเรียกอีกอย่างว่าการขายตรง หรือเครือข่ายหลายระดับ บางท่านอาจจะบอกว่า เป็นเรื่องหลอกลวงหลังจากได้ศึกษารายละเอียดของระบบหลายรูปแบบจึงมีการเปลี่ยนใจในเวลาต่อมา
ตอนที่ 5 นักลงทุน 7 ระดับ นักลงทุนที่กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้มีทั้งหมด 7 ระดับ
1. นักลงทุนระดับ 0 : ไม่มีการลงทุน ได้แก่คนประเภทที่ใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หาได้บางกรณีอาจจะใช ้มากกว่าที่หาได้เสียอีก
2. นักลงทุนระดับ 1 : ลูกหนี้คนระดับนี้แก้ปัญหาด้วยการยืมเงิน
3. นักลงทุนระดับ 2 : นักออม นักลงทุนระดับนี้จะกันเงินจำนวนเล็กๆ จำนวนหนึ่งเป็นเงินออมเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด ผลตอบแทนน้อยที่สุด
4. นักลงทุนระดับ 3 : นักลงทุนที่ฉลาด
-
นักลงทุนระดับ 3Aกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจและไม่ต้องการที่จะเข้าใจเรื่องการเงิน ไม่ชอบให้ใครมาสอน
-
นักลงทุนระดับ 3Bกลุ่มประเภทที่คิดถึงการลงทุนในแง่ลบเสมอ
-
นักลงทุนระดับ 3Cนักพนันจัดเป็นกลุ่มที่แย่ที่สุดในกลุ่มนักลงทุนทั้งหลาย เพราะเปรียบเหมือน แมลงเม่า
5. นักลงทุนระดับ 4 : นักลงทุนระยะยาว มองหาโอกาสเรื่องของการลงทุนอยู่เสมอ เป็นนักลงทุนที่มีความ อดทน ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า
6. นักลงทุนระดับ 5 : นักลงทุนมืออาชีพ เป็นนักลงทุนที่แสวงหาเกมการลงทุนที่เสี่ยงขึ้น มีนิสัยการใช้เงินที่ดีและมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุน
7. นักลงทุนระดับ 6 : นายทุน การนำเงิน ความสามารถ และเวลาของคนอื่น มารวมพลังเพื่อสร้างรายได้จำนวน มหาศาล
ตอนที่ 6 เงินมองไม่เห็นด้วยตา
เงินไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ด้วยตาแต่มองเห็นได้ด้วยสมอง ฉะนั้นคุณจะต้องฝึกสมองให้มองเห็นเงิน คือ คุณต้องมีความรู้ทางการเงิน เข้าใจตัวเลขและการลงทุน และจะต้องฝึกมองความเสี่ยงให้เห็น
ตอนที่ 7 เป็นคุณคนใหม่
การที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่คุณจะต้องมีวิธีคิดที่เปลี่ยนไป พ่อรวยมักเน้นยํ้าเสมอว่า อย่าทำงานเพื่อเงิน
เราต้องรู้จักสร้างระบบให้มันทำงานแล้วได้เงินถึงจะถูก ระบบ โลกของเงินก็เหมือนระบบใหญ่ๆ ระบบหนึ่ง เราเป็นส่วนประกอบของโลกและมีหน้าที่ที่แตกต่างกัน
ลูกจ้าง-ทำงานให้ระบบ
คนทำธุรกิจส่วนตัว -คือระบบ
เจ้าของกิจการ -เป็นเจ้าของระบบ
นักลงทุน -นำเงินมาลงทุนในระบบ
ด้านซ้ายเสี่ยงกว่า– คนเหล่านี้ยังคงยึดอยู่กับงานและตำแหน่งที่มั่นคงเมื่อร่างกายไม่สามารถที่จะทำงานได้ก็จะทำให้ไม่มีรายได้
ด้านขวามั่นคงกว่า– เพราะถ้ามีระบบที่ดีคุณก็ไม่จำเป็นต้องไปทำงานแต่ระบบที่ดำเนินอยู่ก็สามารถที่จะผันเงินเข้ามา ในกระเป๋าของคุณได้
ตอนที่8 ทำอย่างไรจึงจะรวยเร็ว
เงินสี่ด้านหมายถึงความคิดไม่ใช่การกระทํา การที่จะย้ายจากทางด้านซ้ายมาเป็นด้านขวาเป็นเรื่องของ ความคิดไม่ใช่การกระทํา ความฉลาดทางอารมณ์คือการรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์ได ้เพราะว่าความฉลาดทางอารมณ์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ความแตกต่างของลูกจ้างและเจ้าของกิจการ
ลูกจ้างมักคิดว่าทำงานหนักเงินเดือนน้อย และนายจ้างมักคิดว่าทำอย่างไรจึงจะให้ลูกจ้างทำงานมากขึ้น รัก องค์มากขึ้น ความแตกต่างของเจ้าของกิจการและนักลงทุน
แต่ละฝ่ายย่อมเกิดความขัดแย้งกันได ้เมื่อฝ่ายหนึ่งต้องการเพิ่มเงินในการดำเนินการแต่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการ เพิ่มเงินปันผล ความแตกต่างของลูกจ้างและนายทุน
คนธุรกิจส่วนตัวจะเห็นว่าสิ่งที่ตนเองได้รับไม่คุ้มค่ากับแรงงานที่สูญเสียไป ส่วนเจ้าของกิจการคิดว่าเงินที่เขาเสียไปอาจจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ความแตกต่างของลูกจ้างและนักลงทุน
ลูกจ้างทำงานได้รับเงินเดือนและถูกหักภาษี นักลงทุนนำเงินจากธนาคารมาลงทุนและได้รับเงินเป็นจำนวน มากโดยไม่เสียภาษี กำไรหรือขาดทุน ส่วนหนึ่งอยู่ในความกลัว เคล็ดลับในการขจัดความกลัวคือ“ถ้าอยากเป็นเจ้าของกิจการ หรือนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เราต้องฝึกตนเองให้เป็นกลาง ไม่ว่าจะได้หรือเสียเราต้องคิดว่านี่เป็นเกมเกมหนึ่ง” คำเตือน คนฉลาดต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเลิก ไม่ใช่ดันทุรังทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีโอกาสสำเร็จแน ่ความกลัวเป็นสิ่งที่หลายคนขลาด หลายคนเรียกหาสิ่งนี้โดยอัตโนมัติ
1.ความมั่นคง แทนที่ อิสรภาพ
2.หลีกเลี่ยงกับความเสี่ยง แทนที่ จัดการกับความเสี่ยง
3.อยู่อย่างปลอดภัย แทนที่ อยู่อย่างฉลาด
4. ไม่มีปัญญาทํา แทนที่ จะทำอย่างไร
5. แพงเกินไป แทน คุ้มค่าไหมสำหรับระยะยาว
6. กระจายความเสี่ยง แทน โฟกัส
7.เพื่อนๆ คิดยังไงกัน แทน ตัวเราเองคิดยังไง
สำหรับคนที่จะย้ายจากด้านซ้ายมาเป็นคนด้านขวาให้คุณหาครูฝึก หาเพื่อนที่จะคอยให้กำลังใจให้การ สนับสนุน สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเดินทางหรือการย้ายด้านไม่ใช่การกระทํา แต่เป็นวิธีคิด กรอบความคิดทำให้เราเป็น อีกคนหนึ่งที่ไม่เคยเป็น
ตอนที่9 จงเป็นธนาคารแต่อย่าเป็นนายธนาคาร
คิด– ทำ – มี ถ้าคุณคิดเหมือนคนที่มีทักษะและกรอบความคิดอยู่ทางด้านขวาของเงินสี่ด้าน คุณก็จะเห็น โอกาสและพร้อมที่จะทำเพื่อจะได้มีความสำเร็จทางการเงิน เวลาที่เลวร้ายที่สุดคือเวลาที่ดีที่สุดของคนทางด้านขวา แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวคนที่อยู่ทางด้านซ้ายมักจะตื่นตระหนก 3 อย่างด้วยกันคือ
1.อาการตื่นตระหนก เนื่องจากความหวาดกลัวว่าจะตกงาน
2.การไม่มีทักษะเหมือนคนที่อยู่ด้านขวา การเป็นเจ้าของกิจการหรือนักลงทุนต้องอาศัยความสามารถและ ทักษะเช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ
3.ขาดเงินทุน ในช่วงเวลานี้คนทางด้านซ้ายต้องทำงานอย่างหนักเพื่อความอยู่รอด แต่คนทางด้านขวาจะขยาย กิจการให้ใหญ่ขึ้นและมองหาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ
ตอนที่10 ก้าวแรกก้าวเด็ก
-อุปสรรคสำคัญของการก้าวไปสู่ด้านขวาของเงินสี่ด้าน คือความกลัวความผิดพลาด
-ผู้เขียนแนะนำให้เริ่มด้วยการก้างเล็กๆแทนที่จะใช้วิธีก้าวกระโดด ซึ่งผู้เขียนได้ยกตัวอย่างแนวคิดของ นาย เรย์มอนด ์แอรอนได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์และความต้องการระยะยาวโดยเริ่มจากการตั้งเป้าหมายและทำให้ตํ่ากว่า เป้าหมาย(คือทำน้อยกว่าที่ต้องการจะทำ) เช่น หากคุณตั้งใจจะออกกำลังกาย1 ชั่วโมง แต่ออกแค่ 20 นาทีก็เพียงพอ แล้วเป็นต้น เพราะการตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ จะทำให้งานสำเร็จไม่ยาก และเมื่อทำเป้าหมายเล็กๆ ได้จะทำให้มีกำลังใจ และมีแรงใจที่จะทำในสิ่งที่เป็นเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นได้
ตอนที่11 7 ขั้นตอนสู่ทางด่วนทางการเงินขั้นตอนที่1 เริ่มทำธุรกิจเพื่อตัวเองเสียทีผู้เขียนได้กล่าวถึงขั้นตอนแรกของการเข้าสู่ทางด่วนทางการเงิน ดังนี้
1.การจัดทำงบการเงิน ในขั้นนี้คุณจะต้องจัดทำงบการเงินของคุณ ไม่ว่าจะเป็นงบกำไรขาดทุน งบดุล เพื่อสำรวจว่าเพื่อเป็นการสำรวจว่าคุณอยู่ที่ไหน ซึ่งเป็นขั้นแรกของการควบคุมชีวิตของคุณเอง
2.การตั้งเป้าหมายทางการเงิน คุณควรตั้งเป้าหมายไว้ 3 ระยะ คือ
-เป้าหมายระยะสั้น ภายใน 12 เดือน ในระยะนี้เป็นการสำรวจภาระหนี้สินของคุณทั้งหมด และ วางแผนการลดหนี้ของคุณ หรือการเพิ่มกระแสเงินสดจากทรัพย์สินของคุณ (ซึ่งเป็นรายได้ที่คุณหามาได้โดยที่คุณไม ่ต้องทำงาน)
-เป้าหมายภายใน 5 ปี ในระยะนี้เป็นการคาดการณ์ว่าคุณจะเพิ่มกระแสเงินสดจากทรัพย์สินเป็น จำนวน ?? ต่อเดือน หรือคุณอาจมีการลงทุนในช่วงทรัพย์สิน เช่น ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ หรือหุ้นก็ได้
-นำเป้าหมาย5 ปีมาจัดทำงบกำไรขาดทุนและงบดุลเพื่อคาดการณ์ว่าสถานะทางการเงินของคุณเป็นอย่างไรในอีก5 ปีและเป้าหมายของคุณอยู่ตรงไหนคุณควรควบคุมการใช้เงินของคุณเพื่อจะได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
ตอนที่12 ขั้นตอนที่ 2 ควบคุมกระแสเงินสดในตอนที่แล้วผู้เขียนได้แนะนำให้รู้จักการวางแผนควบคุมนิสัยการใช้จ่ายและการตัดสินใจว่าวันนี้คุณต้องการมีรายได้จากด้านใดของเงินสี่ด้านพร้อมกับคาดการณ์ได้ว่าอีก5 ปีคุณจะมีรายได้จากด้านไหนของเงินสี่ด้านในตอนนี้จะเป็นขั้นตอนเริ่มต้นการวางแผนการควบคุมกระแสเงินสดของคุณซึ่งมีดังนี้
1.จ่ายเงินให้กับตัวเองก่อนคุณต้องกำหนดอัตราส่วนว่าคุณจะเก็บเงินจำนวนเท่าไรจากเงินเดือนของคุณแล้วนำไปฝากธนาคารไว้เพื่อเก็บไว้ลงทุนซึ่งคุณไม่ควรจะถอนเงินจำนวนนี้ออกมาจนกว่าคุณจะพร้อมที่จะนำไปลงทุน
2.การตั้งเป้าหมายลดหนี้สินส่วนตัวต่างๆคุณอาจทำได้โดย...
-หากคุณมีบัตรเครดิตที่มีหนี้ค้างชำระคุณควรยกเลิกบัตรเครดิตให้เหลือเพียง1 หรือ2 ใบและถ้าคุณมีหนี้จากบัตรใบที่เหลือให้จ่ายคืนทุกเดือนอย่าเก็บสะสมไว้
-คุณควรเก็บเงินพิเศษเพิ่มอีกเดือนละ150 – 200 เหรียญ-นำเงินที่เก็บพิเศษไปจ่ายหนี้ของบัตรเครดิตใบเดียวจากหนี้บัตรทั้งหมดที่คุณมีส่วนหนี้บัตรที่เหลือคุณควรชำระจำนวนยอดขั้นตํ่า
-เมื่อชำระหนี้บัตรใบแรกหมดแล้วให้นำเงินเก็บพิเศษนี้ไปชำระหนี้ในบัตรใบที่สอง
-เมื่อคุณชำระหนี้บัตรเครดิตหมดให้นำไปจ่ายหนี้อื่นๆที่คุณมีเช่นบ้าน, รถยนต์ซึ่งหากคุณทำตาม
วิธีของผู้เขียนแล้วจะพบว่าคุณจะชำระหนี้ได้ภายในระยะเวลา5 – 7 ปี
-เมื่อคุณไม่มีหนี้แล้วให้นำเงินเก็บพิเศษที่เคยจ่ายหนี้ไปเก็บไว้เพื่อลงทุน
ตอนที่13 ขั้นตอนที่3 ความแตกต่างของความเสี่ยงและน่าเสี่ยงในตอนนี้ผู้เขียนได้แนะนำไว้ว่าคุณควรให้คำจำกัดความของคำว่าเสี่ยงตามที่คุณเข้าใจโดยที่คุณมีวิธีถามตัวคุณเองดังนี้
ก. หวังพึ่งเงินเดือนเป็นความเสี่ยงหรือไม่
ข. มีหนี้ต้องจ่ายทุกเดือนเป็นความเสี่ยงหรือไม่
ค. เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ทำรายได้ให้คุณทุกเดือนเป็นความเสี่ยงหรือไม่
ง. ใช้เวลาเรียนรู้เรื่องการเงินเป็นความเสี่ยงหรือไม ่
จ. ใช้เวลาเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนชนิดต่าง ๆ เป็นความเสี่ยงหรือไม ่หลังจากที่คุณให้คำจำกัดความของ “เสี่ยง” ได้แล้ว ให้คุณใช้เวลา 5 ชั่วโมงทุกอาทิตย์เพื่อทำอย่างน้อย 1 ข้อ ต่อไปนี้
1.อ่านข่าวธุรกิจในหนังสือพิมพ์รายวันและหนังสือพิมพ์วอลสตรีท
2.ฟังหรือดูรายการเกี่ยวกับธุรกิจทางวิทยุและโทรทัศน์
3.ฟังเทปการศึกษาเกี่ยวกับการเงิน
4.อ่านนิตยสารทางการเงินหรือจดหมายข่าวสารทางการเงิน
5.เล่นเกมกระแสเงินสด
ตอนที่14 ขั้นตอนที่4 คุณต้องการเป็นนักลงทุนประเภทใดจากนักลงทุน7 ประเภทผู้เขียนได้แยกประเภทของนักลงทุนได้3 ชนิด คือ
1.นักลงทุนประเภท ก คือ ประเภทที่มองปัญหา
2.นักลงทุนประเภท ข คือ ประเภทที่มองหาคำตอบ
3. นักลงทุนประเภท ค คือ ประเภทที่ชอบพูดว่าไม่รู้อะไรเลยนักลงทุนประเภท ค เป็นนักลงทุนประเภทที่ชอบพูดอยู่เสมอว่าไม่รู้อะไรเลยซึ่งโอกาสรวยของนักลงทุน ประเภทนี้คือ แต่งงานกับคนรวยหรือถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่1 นักลงทุนประเภท ข เป็นนักลงทุนที่ชอบถามว่า จะลงทุนอะไรดีผู้เขียนเห็นว่านักลงทุนประเภทนี้ควรหา นักวางแผนทางการเงินที่ดีให้ซึ่งจะคอยวางแผน ให้คำแนะนํา ให้ความรู้เรื่องเทคนิค ให้กับนักลงทุนประเภทนี้ได้
นักลงทุนประเภท ก เป็นนักลงทุนที่ชอบมองปัญหา และปัญหาที่มองคือปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นกับคน อื่น เป็นนักลงทุนที่เก่งในการแก้ปัญหา โดยปกติแล้วนักลงทุนประเภทนี้จะมีพื้นฐานทางการเงินที่ดีมาก
ตอนที่15 ขั้นตอนที่5 มองหาครูฝึก
การเลือกอย่างชาญฉลาด หากคุณต้องการจะทำอะไรวิธีที่ดีที่สุดคือ ถามผู้รู้ในเรื่องนั้น ๆ เช่น หาคุณต้องการ ซื้อเพชรนํ้างาม ๆ ก็ควรปรึกษาร้านขายเพชรถึงวิธีการคัดเลือกเพชรที่ด ีเพราะการที่คุณถามจากผู้รู้จะทำให้คุณเกิด ความผิดพลาดน้อยลง
ตอนที่16 ขั้นตอนที่6 ความผิดหวังคือพลังใจคำแนะนำที่พ่อรวยสอนให้กับผู้เขียนมีดังนี้
1.หวังไว้เลยว่าต้องผิดหวัง เพราะการที่คุณคาดหวังไว้ว่าจะผิดหวัง เป็นการเตรียมตัวเตรียมใจ และยังทํา ให้คุณกล้าเผชิญในสิ่งที่คุณไม่คาดว่าจะเกิดขึ้น คุณจะมีสติสามารถจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.เตรียมครูฝึกไว้ให้พร้อม คือ คุณควรมีใครไว้คอยช่วยให้คำแนะนํา หรือให้คำปรึกษาในเรื่องที่เราไม่สามารถจัดการได ้หรือให้ในรายละเอียดบองอย่างที่เราคิดไม่ถึง
ให้อภัยตัวเอง เมื่อคุณรู้สึกผิดหวัง หรือล้มเหลวมันไม่ได้มาจากคำวิจารณ์ของคนอื่น แต่จะมาจากการที่คุณโทษตัวเอง เสียใจที่ไม่น่าทำผิดพลาด ผู้เขียนมีความคิดว่าคนที่ลงโทษตัวเองทั้งทางจิตใจและอารมณ์มักจะระมัดระวังตัวเอง เกินไปเมื่อคิดจะทำอะไรใหม่ๆ ส่งผลให้ไม่มีโอกาสเรียนรู้อะไรใหม่ๆ บอกความจริง พ่อของผู้เขียนได้สอนไว้ว่า การที่เราทำความผิดหรือรู้สึกว้าวุ่น ผิดหวังเมื่อสิ่งต่างๆที่คิดไม่เป็นไป ตามที่คาดหมาย แต่ วิธีจัดการกับอารมณ์ซึ่งเกิดจากความผิดและความผิดหวังของแต่ละคนจะแตกต่างกัน วิธีที่ดีที่สุดก็ คือ การเผชิญหน้ากับความผิดหวัง
ตอนที่ 17 ขั้นตอนที่ 7 พลังศรัทธา
ผู้เขียนได้ให้คำแนะนำสำหรับคนที่พร้อมที่จะเปลี่ยนด้าน คำแนะนำที่ดีที่สุดคือ “ระวังและใส่ใจกับคำพูด ของคุณ โดยเฉพาะใส่ใจกับคำพูดที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ” หากคุณจะเปลี่ยนแปลงคุณต้องรู้ว่าความคิดและคำพูดนั้น เกิดจากอารมณ์หรือเปล่า เพราะถ้าคุณปล่อยอารมณ์ควบคุมความคิดคุณจะเปลี่ยนแปลงในนั้นไม่สำเร็จ